ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง?

เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้ว กับ “ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 5” (Honda CR-V) โดยทาง บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำพา “จินตนาการ” ไปไกลกว่าที่คิด ทำให้ ซีอาร์-วี ใหม่ รุ่นนี้ ช่างหรูหราและแข็งแกร่ง กลายเป็นความสวยล้ำในทุกองศาจริงๆ

ฮอนด้า ซีอาร์-วี ในทุกเจเนอเรชั่น ได้รับการพัฒนาเพื่อนำเสนอคุณค่าและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์
ความต้องการที่หลากหลายของกลุ่มลูกค้าทั่วโลกที่เปลี่ยนไปจากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างต่อเนื่อง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 5 ที่ทางทีมวิศวกรได้รับฟังความคิดเห็นและเสียงสะท้อนจากลูกค้า
ในทุกภูมิภาคทั่วโลก ทั้งจินตนาการและความคิดของพวกเขา รวมถึงความคาดหวังใหม่ๆ ใน ฮอนด้า ซีอาร์-วี
จากจุดนั้นทางทีมวิศวกรได้มุ่งมั่นในการวิจัยและพัฒนา เพื่อแปลงจินตนาการเหล่านั้นมาไว้ใน ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เพื่อให้เป็นยนตรกรรมเอสยูวีที่จะมาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาด SUV อีกครั้ง ทั้งในด้านภาพลักษณ์
การออกแบบ สมรรถนะการขับขี่และฟังก์ชั่นการใช้งานที่ล้ำสมัย โดยยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของ ฮอนด้า ซีอาร์-วี แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ทำการสร้างสรรค์ให้มีความแตกต่างจากรุ่นก่อนอย่างชัดเจน ด้วยปรัชญาที่เรียกว่า
SHU-HA-RI

สำหรับปรัชญา SHU-HA-RI’ นั้นมีที่มา…ในภาษาญี่ปุ่นคำว่า SHU-HA-RI จะถูกนำมาใช้ในเรื่องของการเรียนรู้เป็นขั้นตอน ซึ่งเป็นปรัชญาแห่งการเรียนรู้แบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น

คำว่า SHU (ปกป้องและรักษาเอาไว้) เป็นก้าวแรกของการฝึกฝน เป็นการเรียนรู้ถึงพื้นฐานและเทคนิคเบื้องต้น

คำว่า HA (ข้ามผ่าน) เป็นขั้นตอนที่ 2 ของการฝึกฝน เป็นการนำเอาสิ่งดีๆ จากที่ได้รับมาและนำมาพัฒนาในสไตล์ของตัวเอง

คำว่า RI (เหนือกว่าตำแหน่งปัจจุบัน) ขั้นสุดท้ายของการฝึกฝน เป็นการก้าวขึ้นไปอีกระดับจากสิ่งที่ได้เรียนรู้ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ พัฒนาในแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา

แนวคิดหลักในการพัฒนาฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 5 คือ การพัฒนาให้เป็นรถยนต์ที่จะมาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดเอสยูวีอีกครั้ง ด้วย 3 แนวคิดหลัก คือ

Wow – เสริมจุดเด่นของฮอนด้าซีอาร์-วี

– เอกลักษณ์ของฮอนด้า ซีอาร์-วี ที่สะดวกสบายต่อการใช้งาน และตอบสนองการขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยม

– พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางที่มาพร้อมขนาดตัวถังที่เหมาะสม

Dynamic – ความปราดเปรียวของดีไซน์ภายนอกและสมรรถนะการขับขี่

– สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง

– ดีไซน์ภายนอก มาพร้อมภาพลักษณ์ที่โดดเด่นด้วยความแข็งแรงและปราดเปรียว

Sophisticated ความหรูหราล้ำสมัยในทุกสัมผัส

– ฟังก์ชั่นและอุปกรณ์การใช้งานอันล้ำสมัย

– ดีไซน์ภายในที่พรีเมียมและเปี่ยมด้วยคุณภาพ

โดยการออกแบบภายนอกของ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 5 มีการออกแบบใหม่รอบคัน ด้วยแนวคิดหลัก Modern Functional Dynamic” เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแรงและสปอร์ต แต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราในทุกมิติ ซึ่งตัวถังด้านหน้าได้ถูกออกแบบให้ยาวขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์ โอเวอร์แฮงค์ด้านหลังสั้นลง และเพิ่มระดับความสูงของพื้นที่ใต้ท้องรถ อีกทั้งการออกแบบซุ้มล้อให้มีความสปอร์ต ขยายระยะฐานล้อให้ยาวขึ้น เพื่อมอบความกว้างขวางของพื้นที่เบาะหลังและสมรรถนะการขับขี่

ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ มาพร้อมกับดีไซน์ที่ได้รับการออกแบบบนพื้นฐานของรถยนต์สปอร์ตอเนกประสงค์ เสริมความโดดเด่นด้วยไฟหน้าและไฟท้ายใหม่แบบ LED สะกดทุกสายตาในทุกช่วงเวลากับไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (Daytime Running Light – DRL) เพิ่มความแข็งแกร่ง ดุดัน ด้วยกระจังหน้าแบบโครเมียมที่ได้รับการออกแบบด้วยเส้นสายที่เฉียบคม สะท้อนความลงตัวในทุกมิติ

ส่วนภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดหลัก Urban BASE Beautility” เป็นคำผสมที่สร้างสรรค์ขึ้นมาจากคำว่า ความสวยงาม (Beauty) และ ความอเนกประสงค์ (Utility) ซึ่งเรานำมาใช้ในการออกแบบเพื่อให้ห้องโดยสารมาพร้อมความหรูหรา กว้างขวาง และเปี่ยมด้วยประโยชน์ใช้สอย ซึ่งฮอนด้า ซีอาร์-วี ถือเป็นรถยนต์สปอร์ตเอนกประสงค์ที่มีความโดดเด่นในเรื่องของพื้นที่ห้องโดยสารและพื้นที่ใช้สอยในทุกเจเนอเรชั่น มาพร้อมห้องโดยสารดีไซน์กว้างขวาง สะดวกสบายกับครั้งแรกที่พัฒนาเบาะโดยสาร 3 แถว แบบ 7 ที่นั่ง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าชาวไทย โดยสะท้อนความหรูหราผ่านเบาะหนังสีดำ แผงคอนโซลด้านหน้าขนาดใหญ่ที่ตกแต่งเส้นสายด้วยลายไม้และวัสดุสี Piano Black อีกทั้งครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม อาทิ ระบบเกียร์ไฟฟ้าที่ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยสวิตช์ (Shift by Wire) มอบความสะดวกสบายในการเปลี่ยนเกียร์ขณะขับขี่ เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับดันหลังไฟฟ้า 4 ทิศทาง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ i-Dual Zone ระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารแถว 2 และ 3  อีกทั้งช่องเชื่อมต่อ USB ช่องเชื่อมต่อ HDMI และช่องจ่ายไฟสำรอง เพื่อความสะดวกสบายในการใช้งานของผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกตำแหน่ง

จุดที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ  Apple CarPlay (เฉพาะสมาร์ทโฟนบางรุ่น) ควบคุมฟังก์ชั่นความบันเทิง พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth) มอบความสุนทรีย์ด้วยลำโพง 8 ตำแหน่ง ด้วยลำโพง 4 ตัว ซึ่ง 2 ตัวบริเวณประตูด้านหน้าอีก 2 ตัวบริเวณประตูด้านหลัง พร้อมกับทวีตเตอร์ จำนวน 4 ตัว ซึ่งติดตั้งบริเวณเสา A-Pillar 2 ตัว และอีก 2 ตัวที่บริเวณประตูด้านหลัง พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียง และปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ซึ่งสามารถแสดงผลฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย โดยสามารถเปลี่ยนข้อมูล และค้นหาตัวอักษรได้ง่ายด้วยปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control System) ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Paddle Shift)ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ (One Push Ignition System) ระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ (Honda Smart Key System) และระบบนำทางเนวิเกเตอร์ (Navigator System)

ในส่วนของขุมพลัง มีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น เพราะฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล โดยเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO 4 สูบ ขนาด 1.6 ลิตร ได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม (Earth Dreams Technology) ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที ซึ่งเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ให้ทั้งอัตราเร่งและอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมสูงถึง 18.9 กิโลเมตร/ลิตร* อีกทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอัตราที่ต่ำเพียง 141 กรัม/กิโลเมตร* (*รุ่น DT E)

โดย เครื่องยนต์ i-DTEC DIESEL TURBO มีหลักสำคัญในการทำงานของเครื่องยนต์ คือ ระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ 2 จังหวะ (2-stage Turbocharger) ควบคุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่รวดเร็วและแม่นยำเพื่อให้การตอบสนองทั้งกำลังแรงบิดและอัตราเร่งได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ประกอบด้วยเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ทำงานในช่วงแรงดันสูง (High Pressure Turbo) และเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ทำงานในช่วงแรงดันต่ำ (Low Pressure Turbo) โดยจะทำงานร่วมกันตั้งแต่รอบต้นที่ต้องการอัตราเร่งเพื่อใช้ในการออกตัว ซึ่ง High Pressure Turbo มีการติดตั้ง Variable Geometry Turbocharger (VGT) เพื่อช่วยในการตอบสนองต่ออัตราเร่งที่รวดเร็วทันใจในช่วงรอบต้น ช่วยลดการสูญเสียกำลังของเครื่องยนต์โดยไม่จำเป็น อีกทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน เมื่อต้องการอัตราเร่งในช่วงความเร็วสูง Low Pressure Turbo ที่ควบคุมการทำงานผ่าน Waste gate Type Turbocharger จะช่วยเสริมการทำงานเพื่อให้ได้กำลังและแรงบิดที่สูงขึ้นในการขับขี่ โดย High Pressure Turbo และ Low Pressure Turbo จะมีการสลับการทำงานในช่วงกลางที่ความเร็วคงที่ เมื่อระบบทำงานผสานกันจะให้ประสิทธิภาพเพื่อการเผาไหม้อย่างสูงสุด

ส่วนการระบายความร้อนของไอดี (Intercooler) ระบบจะทำหน้าที่ระบายความร้อนของไอดีที่ถูกอัดมาจากการทำงานของเทอร์โบชารจ์เจอร์ซึ่งมีความร้อนสูงให้เย็นตัวลง ก่อนที่จะผ่านเข้าห้องเผาไหม้ ทำให้มวลอากาศโดยรวมเล็กลง เพื่อนำอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้ปริมาณที่มากขึ้น ทำให้การเผาไหม้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ด้านระบบการจ่ายน้ำมันแบบรางร่วม (Common Rail) ระบบจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับแรงดันน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อช่วยควบคุมแรงดันในรางให้เหมาะสม ด้วยการคำนวณรอบเครื่อง ปริมาณการฉีดน้ำมัน อุณหภูมิ และไอเสีย ทำให้การฉีดน้ำมันจากหัวฉีดทุกตัวมีความเสถียร และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วย

ระบบหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงแบบหลายจุด (Multi Injection) ระบบหัวฉีดน้ำมันจะทำงานแปรผันให้เหมาะสมกับรอบการทำงานของเครื่องยนต์ โดยจะคำนวณปริมาณและจังหวะในการฉีดน้ำมันกับการทำงานของรอบเครื่องในขณะขับขี่ให้ใช้เชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยในเรื่องอัตราประหยัดน้ำมันและลดการสั่นสะเทือนจากการทำงานของเครื่องยนต์

ระบบหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ในรอบเดินเบา (Idle Stop System) ระบบจะลดการทำงานของเครื่องยนต์ที่ไม่จำเป็น โดยเครื่องยนต์จะหยุดการทำงานโดยอัตโนมัติขณะที่รถจอดนิ่ง และระบบจะสตาร์ทเครื่องยนต์อีกครั้ง เมื่อปล่อยเบรกหรือเหยียบคันเร่งในกรณีที่ระบบ Brake Hold ทำงาน ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น

ระบบหมุนเวียนไอเสีย (Exhaust Gas Recirculation System – EGR) ระบบหมุนเวียนไอเสียจะถูกควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความแม่นยำสูง เพื่อนำไอเสียกลับมาในระบบเผาไหม้อีกครั้ง เพื่อช่วยให้ไอดีมีอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการจุดระเบิด ทำให้เกิดการเผาไหม้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งลดการปล่อยมลพิษออกจากตัวรถและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ตัวกรองอนุภาคไอเสียดีเซล (Diesel Particulate Filter – DPF) ตัวกรองจะทำหน้าที่ดักจับเขม่าของน้ำมันที่ออกมากับไอเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าตัวกรองอากาศเขม่าทั่วไป ทำให้มั่นใจในการควบคุมการปล่อยไอเสียให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด

ส่วนเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม (Earth Dreams Technology) ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 6,200 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 224 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับเกียร์อัตโนมัติ CVT เพื่อการตอบสนองได้ดั่งใจ พร้อมรองรับพลังงานทางเลือก E85

โดยระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ได้รับการออกแบบให้มีอัตราทดเกียร์ที่รองรับการใช้งานจริงในทุกสภาพการขับขี่ ด้วยอัตราทดเกียร์ที่มากขึ้นถึง 9 สปีด จะช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ ให้อัตราเร่งที่ดีตั้งแต่การออกตัว ตอบสนองต่อการขับขี่และการเปลี่ยนเกียร์อย่างนุ่มนวล พร้อมช่วยลดเสียงรบกวนขณะขับขี่และให้การประหยัดน้ำมันที่ดีกว่าเดิม

เมื่อต้องการกำลังในการเร่ง โดยผู้ขับขี่กดคันเร่งเพิ่ม ระบบจะคำนวณอัตราทดเกียร์เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์แบบก้าวกระโดดจากเกียร์ 9 มายังเกียร์ 5 และจากเกียร์ 7 มาเกียร์ 4 โดยไม่ต้องไล่ระดับ ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนเกียร์ 2 ระดับ หรือ 1 ระดับ รูปแบบอื่นๆ ด้วย

ทั้งนี้ การเปลี่ยนเกียร์ในรูปแบบอื่นๆ ยังคงต้องอาศัยการทำงานที่ต่อเนื่อง ผ่านการไล่ระดับเกียร์เพื่อเปลี่ยนเกียร์ไปยังระดับที่ต้องการได้ ส่วนระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ E-DPS ทำงานโดยเปลี่ยนการควบคุมการส่งกำลังไปยังล้อหลังด้วยระบบไฟฟ้า ตอบสนองการทำงานได้รวดเร็วพร้อมกับให้แรงบิดที่ล้อหลังสูงขึ้น อีกทั้งเพิ่มความแม่นยำของการปรับแรงบิดที่ล้อหน้าและล้อหลังให้สมดุล

ฟังก์ชั่นการใช้งานใหม่ รองรับไลฟ์สไตล์พรีเมียม

ฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดอัตโนมัติด้วยระบบแฮนด์ฟรี (Hands-free Power Tailgate) พร้อมควบคุมการเปิด-ปิดด้วยรีโมท และสามารถปรับระดับความสูงของการเปิดฝากระโปรงท้ายได้ตามต้องการ

เบาะนั่งดีไซน์ใหม่ที่รองรับผู้โดยสารได้ถึง 7 ที่นั่ง มาพร้อมประตูข้างด้านหลัง ที่เปิดได้กว้างถึง 88 องศา มอบความสะดวกสบายในการเข้าออกของผู้โดยสาร โดยเบาะนั่งสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้ตามต้องการ (Foldable Seats) 4 รูปแบบ ได้แก่ 7-Seat Mode, 5-Seat Mode, Utility Mode และLong Mode

ช่องเก็บของคอนโซลกลาง ปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ 3 รูปแบบ (Flexible Center Console) ที่วางของด้านท้ายแบบ 2 ชั้น เพิ่มพื้นที่วางของได้ตามต้องการ

 

ในส่วนของระบบความปลอดภัย ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ จัดเต็มสู่มาตรฐานใหม่ของเทคโนโลยีความปลอดภัย ที่พร้อมเติมเต็มความมั่นใจในการขับขี่ทุกเส้นทาง ได้แก่

ระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Monitor) ระบบจะตรวจจับความ
เหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ผ่านการควบคุมพวงมาลัย เมื่อพบว่าประสิทธิภาพในการควบคุมรถของผู้ขับขี่
ลดน้อยลง ระบบจะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอ TFT และเมื่อตรวจพบความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากความเหนื่อยล้า ระบบจะทำการสั่นเตือนที่พวงมาลัย

ระบบเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ (Agile Handling Assist – AHA) ระบบเพิ่มความคล่องตัว
ในการขับขี่ (Agile Handling Assist – AHA) และระบบช่วยควบคุมการบังคับพวงมาลัย (Motion-Adaptive Electric Power Steering – MA – EPS) ให้การทรงตัวขณะขับขี่ที่ดีเยี่ยมทั้งในการเข้าโค้งหรือทางลาดชัน

ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ช่วยลดจุดบอดในการมองเห็นของกระจกมองข้างด้านซ้าย โดยใช้กล้องจับภาพและแสดงผลผ่านหน้าจอขนาด 7 นิ้ว เพื่อการมองเห็น
ที่ไร้มุมอับ ให้ความปลอดภัยในทุกการขับขี่

ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake – EPB) เป็นระบบที่ใช้งานง่ายเพียงดึงสวิตช์ที่คอนโซลกลางขึ้นเมื่อต้องการใช้เบรกมือ และระบบจะคลายเบรกโดยอัตโนมัติ เมื่อเหยียบคันเร่ง (ระบบจะคลายเบรกในกรณีที่ผู้ขับขี่คาดเข็มขัดนิรภัยเท่านั้น)

ระบบ Auto Brake Hold (Automatic Brake Hold) เป็นระบบเบรกที่ช่วยป้องกันไม่ให้รถเคลื่อนตัว
โดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้างไว้ เมื่อกดปุ่มให้ระบบทำงาน ระบบจะทำการหน่วงเบรกต่อโดยอัตโนมัติหลังจากเหยียบเบรกให้รถหยุดนิ่ง และระบบจะคลายเบรกโดยอัตโนมัติ เมื่อเหยียบคันเร่ง (ระบบจะคลายเบรกในกรณีที่ผู้ขับขี่คาดเข็มขัดนิรภัยเท่านั้น)  ซึ่งระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้ผ่อนคลายจากอาการเมื่อยล้าในช่วงเวลาที่ต้องเหยียบเบรกค้างไว้เป็นเวลานาน เช่น ในสภาพการจราจรติดขัด เป็นต้น

ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock)

ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist – VSA) ช่วยป้องกันการลื่นไถลออกทางด้านข้าง และให้ความมั่นใจในระหว่างการขับ การเลี้ยว หรือการหยุด และให้การทรงตัวที่ดี
ของรถยนต์ในทุกทิศทาง

ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Start Assist – HSA) เมื่อรถยนต์จอดอยู่
บนทางลาดชัน ระบบจะทำหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้ตัวรถเคลื่อนที่ไปทางด้านหลังในจังหวะที่มีการปล่อยเท้าออกจากแป้นเบรก โดยการทำงานจะอาศัยหน้าที่ในระบบการทรงตัวเข้ามาควบคุมการรักษาแรงดันของน้ำมันเบรกเอาไว้ ทำให้รถสามารถหยุดนิ่งในตำแหน่งเดิมได้ประมาณ 1 วินาที ขณะที่มี
การเคลื่อนย้ายเท้าจากเบรกมาที่คันเร่ง และช่วยให้การออกตัวมีความนุ่มนวลมากขึ้น

สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (Emergency Stop Signal – ESS) สัญญาณ
ไฟฉุกเฉินจะทำงานเมื่อมีการเหยียบเบรกกะทันหัน เป็นการแจ้งเตือนรถที่ตามมาข้างหลัง

กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera) ตัวกล้องจะแสดงภาพทางมุมมองจากด้านบน มุมกล้อง130° หรือมุมกล้อง180° ในจังหวะที่เกียร์ถูกเปลี่ยนมาอยู่ในตำแหน่งเกียร์ถอยหลัง

ถุงลม 6 ตำแหน่ง ได้แก่ ถุงลมคู่หน้า Dual SRS ถุงลมด้านข้างคู่หน้าแบบอัจฉริยะ i-Side Airbag และม่านถุงลมด้านข้าง Side Curtain Airbags เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น

กระจกไฟฟ้านิรภัย 4 ตำแหน่ง กระจก​ไฟฟ้า​สำหรับผู้โดยสารด้านหน้าและด้านหลัง ​สามารถ​ควบคุมการเปิด-ปิด​ได้​โดย​ใช้​แผง​ควบคุม​ที่​ประตู​ด้าน​คนขับ พร้อมระบบนิรภัยป้องกันการหนีบทั้ง 4 ตำแหน่ง

จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก (ISOFIX & Child Anchor) ถือเป็นมาตรฐานระดับสากลสำหรับการใช้
เบาะที่นั่งเด็กในรถยนต์ มอบความสะดวกสบายและใช้งานง่ายโดยเบาะที่นั่งจะถูกยึดรั้งได้โดยไม่ต้อง
ใช้เข็มขัดนิรภัยหรือตัวล็อกใดๆ

สำหรับราคาจำหน่ายของ ฮอนด้า ซีอาร์-วี มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น ดังนี้

DT EL 4WD              ราคา   1,699,000 บาท

DT E                      ราคา   1,549,000 บาท

2.4 EL 4WD             ราคา   1,549,000 บาท

2.4 E                      ราคา   1,399,000 บาท

ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีขาวออร์คิด (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) สีเทาโมเดิร์นสตีล
(เมทัลลิก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) และสีใหม่ คือ สีเขียวดาร์กโอลีฟ (เมทัลลิก)

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ได้ที่ www.honda.co.th/crv

 

หมายเหตุ:      

– อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น

– สีดาร์กโอลีฟ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น DT EL 4WD และ 2.4 EL 4WD

– สำหรับสีขาวออร์คิด (มุก) เพิ่ม 12,000 บาท และสีดำคริสตัล (มุก) เพิ่ม 8,000 บาท

 

 

 

เรื่อง/ภาพ : พุทธิ ผาสุข

เรียบเรียงข้อมูลโดย GRANDPRIX ONLINE

ติดตามข่าวสาร ยานยนต์ รถจักรยานต์ รถใหม่ ได้ที่ www.grandprix.co.th

Related posts:

รีวิวการนั่ง และเข้า-ออกภายในโตโยต้า เซียนต้า จะสะดวกแค่ไหน
เปิดตัว MG GS ใหม่ ขุมพลัง 1.5 ลิตร เทอร์โบ 167 แรงม้า ราคาเริ่มต้น 890,000 บาท ที่งานมอเตอร์ เอ็กซ์...
พร้อมเปิดตัว Nissan Note อีโคคาร์ สุดสวยคันใหม่จากนิสสัน 17 ม.ค. นี้
เปิดตัว “ไทรทัน ใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น” รุ่นตกแต่งพิเศษ
Dream Car สุดหรู The New E-Class Coupé แค่ 4.5 ล้านบาท
ฮอนด้า แจ๊ซ ใหม่ ตอกย้ำความเป็นยนตรกรรมแฮทช์แบ็ก 5 ประตู ยอดนิยม ครั้งแรกกับรุ่น RS ที่มาพร้อมการอ...
รถยนต์ 3 รุ่นใหม่ คาดเข้าไทยเร็วๆ นี้
THE ALL-NEW MAZDA CX-5 เอสยูวีที่่มาพร้อมความเหนือชั้น!

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Don't have account. Register

Lost Password

Register

Scroll Up