McLaren-Honda MP4/4 ที่สุดแห่งตัวแข่ง F1

กวาดแชมป์กรังด์ปรีซ์ 15 จาก 16 สนามของปีตามด้วยออกสตาร์ทในตำแหน่งโพล โพซิชั่น 15 ครั้ง และทำเวลาต่อรอบดีที่สุดอีก 10 ครั้ง ก่อนส่งไอร์ตัน เซนน่าให้กลายเป็นแชมป์โลกประเภทนักแข่ง (ส่วนอแลง พรอสต์ เพื่อนร่วมทีมได้รองแชมป์โลก)  และพาทีมแม็คลาเรนพ่วงอีกตำแหน่งกับแชมป์ประเภททีมผู้ผลิต โดยมีคะแนนสะสมมากถึง 199 คะแนน

ต้องบอกว่ากับความสำเร็จในระดับนี้จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เมื่อถามถึงรถแข่ง F1 ที่เยี่ยมสุดและมีผลงานดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา คนส่วนใหญ่จะนึกถึงรถแข่งรหัส MP 4/4 ของทีมแม็คลาเรนที่ใช้เครื่องยนต์ของฮอนด้าในการขับเคลื่อน…ผลงานข้างบนถือเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ถึงเรื่องนี้

ayrtonsennaspafrancorchamps-l-e98a1ec83feb3de7

ก่อนที่จะถึงจุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จของแม็คลาเรน-ฮอนด้า ทีมแม็คลาเรนซึ่งลงแข่งภายใต้ชื่อ TAG Porsche ทำผลงานได้อย่างสุดบู่ในการแข่งชขันปี 1987 โดยคว้าแชมป์กรังด์ปรีซ์มาได้แค่ 3 สนาม 16 สนาม และชัยชนะในปีนั้นถูกผูกขาดโดยทีมวิลเลี่ยมส์ที่ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบของฮอนด้า และนำเนลสัน ปิเกต์คว้าแชมป์โลกนักแข่งโดยที่แชมป์โลกประเภททีมผู้ผลิตตกเป็นของวิลเลี่ยมส์-ฮอนด้า

mclaren_mp4_4_21

ในปีต่อมาแม็คลาเรนติดต่อทาบทามฮอนด้าเข้ามาให้การสนับสนุนเครื่องยนต์ในปี 1988 และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความยิ่งใหญ่ของชื่อแม็คลาเรน-ฮอนด้า

1988 ถือเป็นปีสุดท้ายของยุคเทอร์โบ และรถแข่ง MP4/4 เป็นตัวแข่งที่ได้รับการออกแบบโดยกอร์ดอน เมอร์เรย์กับสตีฟ นิโคลส์ ซึ่งเป็นวิศวกรชาวอเมริกัน ซึ่งเมอร์เรย์ได้นำแนวทางและสไตล์การออกแบบตัวรถมาจากรถแข่งรุ่น BT55 ของทีมแบรบแฮมที่ใช้ลงแข่งในปี 1986 ซึ่งตัวเขาเองออกแบบร่วมกับเดวิด นอร์ธ วิศวกรของทีมแบรบแฮม

ในช่วงนั้นด้วยการที่เป็นปีสุดท้ายของยุคเทอร์โบ ทำให้ทีมต่างๆ หันไปทุ่มเทกับการพัฒนารถแข่งให้สอดรับกับเครื่องยนต์แบบ NA ที่จะใช้ในปี 1989 แต่สำหรับเมอร์เรย์กลับไม่สนใจและเดินหน้าพัฒนารถแข่งเพื่อปิดท้ายยุคเทอร์โบ ซึ่งตรงนี้ทำให้แม็คลาเรนได้เปรียบเหนือคู่แข่งเพราะพวกเขาทุ่มเทความพยายามในการพัฒนาลงไปอย่างเต็มที่แบบไม่มองข้ามช็อต

mclarenhonamp44_1988_brunosenna-4

จากไอเดียของ BT55 ซึ่งเน้นตัวถังที่เตี้ย ลู่ลม มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านทานต่ำ ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว สิ่งที่จะได้รับคือ ตัวถังที่เตี้ยทำให้อากาสไหลผ่านด้านบนได้มากและส่งผลต่อการสร้างแรงกดหรือ Downforce บนแพนอากาศด้านหลังที่เพิ่มขึ้น โดยที่ไม่มีแรงฉุดลาก หรือ Drag Force ที่มากจนเกินไป แต่เมื่อใช้จริง แนวคิดนี้กลับไม่เวิร์คกับ BT55 ที่แบกเครื่องยนต์ของบีเอ็มดับเบิลยูเอาไว้ที่ด้านหลัง ผลงานของทีมก็เลยไม่ประสบความสำเร็จ

แต่สำหรับเครื่องยนต์ของฮอนด้าแบบเทอร์โบวี6 1,500 ซีซีในรหัส RA168E ที่จะมาอยู่ด้านหลังของตัวรถนั้นมีความแตกต่างจากของค่ายใบพัดสีฟ้า ทั้งขนาดที่เล็กกว่าและมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำกว่าถือว่ามีความเหมาะสอย่างมากกับรถแข่งที่ถูกออกแบบให้เตี้ย รวมถึงการออกแบบตำแหน่งของคนขับให้แทบจะแบนราบไปกับตัวรถ จนกลายเป็นมาตรฐานของการจัดวางตำแหน่งให้กับรถแข่ง F1 นับตั้งแต่นั้นมา และนั่นคือ ปัจจัยที่ช่วยเสริมและทำให้ตัวรถสามารถแสดงผลงานได้อย่างเต็มที่

McLaren_MP4-4_bare_chassis_and_cover1_2015_Honda_Collection_Hall

ตัวรถและค็อกพิตได้รับการผลิคตจากคาร์บอนไฟเบอร์ เช่นเดียวกับปีกนกแบบ SLA หรือ Short Long Arm ของระบบช่วงล่างเพื่อเน้นน้ำหนักตัวที่เบาในระดับ 540 กิโลกรัม ส่วนโช้กอัพวางตัวในแนวนอนและใช้วิธีในการซับแรงกระแทกแบบก้านกระทุ้ง หรือ Pushrod และดิสก์เบรกเป็นแบบคาร์บอนเซรามิก ส่งกำลังด้วยเกียร์เดินหน้า 6 จังหวะ

เครื่องยนต์เทอร์โบของฮอนด้าขึ้นชื่ออยู่แล้วในด้านสมรรถนะ ตัวเสื้อสูบแบบบล็อกวีเอียงทำมุม 80 องศา ความจุกระบอกสูบอยู่ที่ 1,492 ซีซี พร้อมเทอร์โบคู่ของ IHI รีดกำลังออกมาได้ 900 แรงม้า ที่ 12,500 แรงม้า หรือคิดเป็น 602 แรงม้าต่อลิตร หรือ 1,000 ซีซี ส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักอยู่ที่ 1.67 กิโลกรัม/ 1 แรงม้า

mp4-4_mclaren-honda_1988

ผลงานในการแข่งขันของปี 1988 เรียกว่าทีมแม็คลาเรนเกือบจะผูกขาดการคว้าแชมป์กรังด์ปรีซ์ ซึ่งทั้งอแลง พรอสต์ และไอร์ตัน เซนน่าช่วยกันคว้าแชมป์มาครองได้ 15 สนาม พลาดเพียงแค่ครั้งเดียวในรายการอิตาเลี่ยน กรังด์ปรีซ์ที่แกร์ฮาร์ด เบอร์เกอร์ของเฟอร์รารี่ซิวแชมป์ไป เพราะเซนน่าซึ่งออกสตาร์ทในตำแหน่งโพล โพซิชั่นพลาดรถชนในรอบที่ 49 หรืออีก 2 รอบจะจบการแข่งขัน ส่วนพรอสต์เครื่องยนต์พังไปในรอบที่ 34

อย่างไรก็ตาม แชมป์ครั้งนั้นก็กลายเป็นของมีแค่สำหรับทีมเฟอร์รารี่ไป เพราะหลังจากที่เบอร์เกอร์คว้าแชมป์รายการนี้ ที่เปรียบเสมือนกับบ้านของเฟอร์รารี่ได้เพียง 2 สัปดาห์ เอ็นโซ่ เฟอร์รารี่ ผู้ก่อตั้งทีมเฟอร์รารี่ก็สิ้นลม

สำหรับรถแข่งรุ่นนี้มีการผลิตออกมา 6 คันเท่านั้นโดยทาง Hercules Aerospace ซึ่งในปัจจุบันรถแข่งทั้ง 6 คันอยู่ดีมีสุข ซึ่งหมายเลข 1, 3, 4 และ 6 เป็นกรรมสิทธิ์ของแม็คลาเรน กรุ๊ป และมีการนำคันหมายเลข 1 ออกจัดแสดงที่แม็คลาเรน เทคโนโลยี เซ็นเตอร์ ส่วนหมายเลข 3 ถูกยืมไปโชว์ตัวที่ห้องจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ National Motor Museum สนามโดนิงตัน พาร์คในอังกฤษ ส่วนหมายเลข 5 เป็นกรรมสิทธิ์ของฮอนด้า ซึ่งถูกนำออกจัดแสดงใน Honda Collection hall ที่สนามทวินริง โมเตกิ และหมายเลข 2 อยู่ในการครอบครองของนักสะสมชาวอเมริกัน

McLaren_MP4-4_rear_view_Honda_Collection_HallMcLaren_MP4-4_engine_cover_Honda_Collection_Hall

สำหรับแชสซีส์หมายเลข 3 เป็น MP4/4 คันเดียวที่ไม่เคยสัมผัสแชมป์ ซึ่งก็เป็นรถแข่งที่ใช้ในรายการอิตาเลี่ยน กรังด์ปรีซ์ ส่วนหมายเลขอื่นคว้าแชมป์มากันหมด คือ หมายเลข 1 ที่ซานมารีโน และแคนาดาโดยเซนน่า, หมายเลข 2 ที่บราซิลโดยพรอสต์ และสหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่นโดยเซนน่า หมายเลข 4 ที่โมนาโก เม็กซิโก และฝรั่งเศสโดยพรอสต์ หมายเลข 5 ที่อังกฤษฐ เยอรมนี, ฮังการี และเบลเยี่ยมโดยเซนน่า และหมายเลข 6 ที่โปรตุเกส, สเปน และออสเตรเลียโดยพรอสต์

 

 

เรื่อง : กองบรรณาธิการ

เรียบเรียงข้อมูลโดย กรังด์ปรีซ์ออนไลน์ GRANDPRIX ONLINE
ติดตามข่าวสาร ยานยนต์ รถจักรยานต์ รถใหม่ ได้ที่ www.grandprix.co.th

 

Related posts:

ยามาฮ่า จับมือ ช่อง 3SD ถ่ายทอดสด MotoGP 2016 เต็มฤดูกาล
แซนดี้ มั่นใจเต็ม100 พร้อมลุย GP3 สนามแรก 
มาเกซฟอร์มสด พิชิตแชมป์อารากอน
ปิดฉาก นิสสัน จีที อะคาเดมี 2016 เม็กซิโก คว้าแชมป์ ไทยจบอันดับ 4
หรือ Mazda จะหวนคืน Le Mans ?
นายใหญ่คนใหม่ จัดเต็ม TOYOTA MOTORSPORT 2017 ยกระดับสู่สากลรับรองจาก GAZOO Racing
ซูบารุ ผนึก STI เตรียมลุยศึกมอเตอร์สปอร์ตตลอดปีนี้
"ทีมแข่ง BRG MMS" พร้อมระเบิดศึก...บางแสน กรังด์ปรีซ์ 2017

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Don't have account. Register

Lost Password

Register

Scroll Up