เกิด-ดับและกลับมาเกิด วัฏจักรของสปอร์ตแดนปลาดิบ

jepan-car

 

ในยุคหนึ่งของความรุ่งเรือง ญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งที่มีการผลิตรถสปอร์ตออกสู่ตลาดมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุคทศวรรษที่ 1980-1990 แต่อยู่ดีๆ มันกลับก็หายไปซะอย่างนั้น และหลายรุ่นที่เคยมีการผลิตก็สูญพันธุ์ไปจากตลาดเลยหลังจากที่ครบอายุ ไม่ว่าจะเป็น Mazda RX-7, Nissan Skyline GT-R และ Silvia, Honda Prelude หรือแม้แต่ Toyota Supra…เกิดอะไรขึ้น ?

คำถามนี้เคยถูกตั้งขึ้นโดยบรรดาผู้ที่ชื่นชอบรถสปอร์ตจากแดนปลาดิบ แต่ทว่าคำตอบที่แท้จริงของมัน กลับยังไม่มีการเฉลยออกมา แต่ถ้าพิจารณาจากบริบทรอบด้านแล้ว สาเหตุมันก็คือเรื่องของอุปสงค์และอุปทานของตลาดที่ส่งผลต่อยอดขาย เพราะรสนิยมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคในญี่ปุ่นเอง บวกกับตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นจุดปล่อยของของบรรดาผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นในยุคนั้นและอีกประเด็นคือ บริบทในเชิงเศรษฐกิจและความบอบช้ำของตัวผู้ผลิตเอง

2004 Acura NSX.

อย่างในเคสของ Nissan และ Mitsubishi ซึ่งถ้าใครติดตามความเคลื่อนไหวมาตลอดจะพบว่า ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 คือ ช่วงเวลาแห่งความยากลำบากของทั้ง 2 ค่าย โดยเฉพาะ Nissan ซึ่งแทบล้มทั้งยืน เพราะตัวเลขติดลบจนยากที่จะเดินหน้าต่อไป และการเข้ามาของ The Cost Killer อย่าง Carlos Ghosn ทำให้โปรเจ็กต์ที่ ‘ฟุ่มเฟือย’ อย่างรถสปอร์ตถูกหั่นลงไปโดยที่ไม่สนใจกับ ‘ประวัติศาสตร์’ เพราะวินาทีนี้ คือ ทำอย่างไร บริษัทถึงจะอยู่รอดได้ ดังนั้นเขาจึงหั่นทั้งต้นทุน และรายจ่ายที่ไม่เหมาะสมออกไป

 

ตอนนั้นเราจึงได้เห็นการฆ่าตัดตอน Skyline  รวมถึงตัวท็อปอย่าง GT-R และ Silvia หรือแม้แต่ Failady หรืออีกชื่อคือ Z-Car เพื่อให้บริษัทหันไปเน้นกับการพัฒนารถยนต์ที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำมากกว่า เพราะการทำอะไรตามความรุ่มรวยของประวัติศาสตร์เพียงอย่างเดียวนั้น ไม่มีทางที่จะพาคุณให้รอดพ้นเมื่อต้องเจอวิกฤต แถมอาจจะทำให้อยู่ในสภาพหนักกว่าเก่าด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม หลังจากมรสุมผ่านไป คราวนี้การหันกลับมามองหาอดีต หรืออะไรที่เป็นสิ่งฟุ่มเฟือย ก็สามารถทำได้แล้ว ซึ่งความจริงแล้ว สิ่งเหล่านี้สมควรจะได้กลับมาตั้งแต่ยุคกลางทศวรรษที่ 2000 ถ้าไม่เจอ 2 วิกฤตเข้าไป นั่นคือ ราคาน้ำมันที่แพง และ Hamburger Crisis ในสหรัฐอเมริกา

Supra_Turbo

ประเด็นแรกเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่าย เพราะ ‘ม้าต้องกินหญ้า’ ดังนั้น รถสปอร์ตที่ดี เครื่องยนต์ต้องสมรรถนะสูงและดี ซึ่งหมายถึงการกินน้ำมัน โดยที่ตอนนั้นความคิดที่จะ Downsizing เครื่องยนต์ และใช้เทอร์โบเป็นตัวช่วยยังเป็นแค่ทางเลือกเท่านั้น และเมื่อบวกกับราคาน้ำมันทำสถิติ New Height เป็นว่าเล่นจนกระทั่งทะลุ 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในช่วงนั้น บรรดาโปรเจ็กต์ที่ควรจะกลับมาในตอนนั้น เช่น Honda NSX หรือ Toyota Supra ต่างก็ถูกพับเข้ากระเป๋าจนหมด ซึ่งตรงนี้ไม่ได้ส่งผลเฉพาะแค่รถสปอร์ตญี่ปุ่นเท่านั้น ยังรวมถึงรถยนต์ระดับหรูหราจากฝั่งยุโรปด้วย

และบังเอิญประเด็นนี้มาเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สอดคล้องกับการที่ตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาเจอปัญหาเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้รถสปอร์ตที่ถูกมองว่าเป็นของฟุ่มเฟือย (เพราะบรรดาแบรนด์ญี่ปุ่นส่วนใหญ่พยายามเอารถสปอร์ตรุ่นเก่ากลับมาเอาทำใหม่ภายใต้แนวคิด ยกระดับให้กลายเป็น Super Car คลาส Premium มากกว่าการเป็นรถสปอร์ตทั่วไปเหมือนกับเมื่อก่อน)

ผลคือ ทุกอย่างชะงัก และรอเวลาที่เหมาะสมกลับมาอีกครั้ง

จากการพิจารณาทั้งหมด สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น คือ คุณจะไม่มีทางได้เจอกับรถสปอร์ตญี่ปุ่นในแบบที่มันเป็นมาในอดีต…นั่นหมายความว่าอยู่ในระดับราคาที่จับต้องได้ และเป็นมิตรกับนักขับรุ่นใหม่ๆ ที่มีทุนทรัพย์ไม่มากนัก

เพราะทุกแบรนด์ต่างหวังใช้ชื่อเป็นที่ตำนานและการมีประสบการณ์ร่วมของนักขับในยุคนั้น เข้ามาเป็นตัวสร้างจุดเด่นให้กับตัวรถ พร้อมกับยกระดับชื่อเสียงของแบรนด์และเทคโนโลยีให้บรรดารถสปอร์ตเหล่านี้เป็นเรือธงของบริษัท

gtr

ดูอย่าง Nissan GT-R ที่กลับมาโดยไม่อ้างอิงกับสายพันธุ์ Skyline เปิดตัวในตลาดญี่ปุ่นด้วยราคาเฉียดๆ 10 ล้านเยน ทั้งที่เมื่อก่อนรุ่นท็อปอย่าง Skyline GT-R ราคาอยู่แค่ 5-6 ล้านเยนเท่านั้น และถ้าเทียบตำแหน่งทางการตลาดแล้ว Fairlady หรือ Z-Car ในตอนนั้น มี Positioning ที่สูงกว่าด้วยซ้ำ เพราะเป็นรถสปอร์ตตั้งแต่เกิด ไม่ใช่เป็นการต่อยอดจากตัวถัง Coupe ของรถยนต์นั่งครอบครัวเหมือนกับ Skyline GT-R แต่ด้วยชื่อเสียง ความนิยม และอะไรหลายอย่าง ก็เลยทำให้ ณ ปัจจุบัน สถานะของทั้ง 2 รุ่นนี้กลับกัน

หรือแม้แต่ NSX ที่ขายทั้งชื่อ Honda  และ Acura ก็ขยับทั้งราคา เทคโนโลยี รวมถึงภาพลักษณ์เพื่อให้เทียบเท่ากับแบรนด์รถสปอร์ตชั้นนำของโลกอย่าง Porsche ซึ่งนั่นทำให้ราคาของ NSX ขยับสูงขึ้นไปอีกและแนวทางนี้ก็คงจะชัดเจนกับการกลับมาของ RX-Series จากค่าย Mazda ที่มีข่าวว่าจะเปิดตัวในอีก 2 ปีข้างหน้า หรือแม้แต่ Supra จากค่าย Toyota ด้วยเช่นกัน ที่จะพัฒนาบนพื้นฐานของต้นแบบรุ่น FT-1 Concept

จะขาดก็คงจะเป็น Mitsubishi ที่ตอนนี้เจอทั้งมรสุมเรื่องการหมกเม็ดอัตราความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง และวิกฤตในการบริหารบริษัท คงเป็นเรื่องยากที่เราจะได้เห็น 3000GTO กลับมาสู่ตลาดอีกครั้ง…

 

 

เรื่อง : กองบรรณาธิการ

เรียบเรียงข้อมูลโดย กรังด์ปรีซ์ออนไลน์ GRANDPRIX ONLINE
ติดตามข่าวสาร ยานยนต์ รถจักรยานต์ รถใหม่ ได้ที่ www.grandprix.co.th

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Don't have account. Register

Lost Password

Register