ปรับโฉมยกแผง Audi A3/S3

ถือว่ารอกันนานพอประมาณเหมือนกันสำหรับแฟนๆ ของ Audi กว่าที่ A3 ซึ่งเป็นรถยนต์ในคลาสคอมแพ็กต์ของค่าย จะมีการปรับโฉมหรือไมเนอร์เชนจ์เพื่อกระตุ้นตลาด แต่งานนี้ในเมื่อมาแล้ว Audi ก็เลยจัดการปรับโฉมยกแผงทุกตัวถัง

Static photo, Colour: Florett Silver

A3 รุ่นนี้ถือเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 3 สายพันธุ์นับตั้งแต่ Audi เปิดตัว A3 รุ่นแรกออกสู่ตลาดเมื่อปี 1997 และเรียกว่าเป็นสายพันธุ์ที่มีความหลากหลายมากที่สุด เพราะมีทั้งตัวถังซีดาน แฮทช์แบ็กเชิง Coupe และ 5 ประตูที่ดูเหมือนแวกอน รวมถึงรุ่นเปิดประทุน ซึ่งทั้งหมดทยอยเปิดตัวกันมาตั้งแต่ปี 2012

Static photo, Colour: Daytona Grey

สำหรับงานนี้แฟนๆ ของ Audi จะได้สัมผัสกับความสดใหม่ในเชิงหน้าตาเพราะทาง Audi จัดการเปลี่ยนหลายจุด โดยเฉพาะไฟหน้า ซึ่งในตอนนี้มีการติดตั้ง Xenon เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นแล้ว พร้อมกับ DRL หรือไฟสำหรับแล่นเวลากลางวัน เช่นเดียวกับกันชนหน้าซึ่งดูสวยและสปอร์ตมากขึ้น

Static photo, Colour: Ibis White

เครื่องยนต์เป็นประเด็นหลักของความเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน ซึ่ง A3 มีให้เลือกหลากหลายทั้งเบนซินรุ่นเริ่มต้นในแบบ 3 สูบ เทอร์โบ 1,000 ซีซี 115 แรงม้า ก่อนขยับขึ้นมาเป็นพวก TFSI 4 สูบ 1,400 ซีซี เทอร์โบ 150 แรงม้า และ 2,000 ซีซี เทอร์โบ 190 แรงม้า ซึ่งถือเป็นรุ่นท็อปสำหรับฝั่งเบนซินโดยที่ยังไม่รวมรุ่น S3

Cockpit

Interior

ขณะที่รุ่นประหยัดน้ำมันแน่นอนว่าเริ่มกับ e-tron ซึ่งมีเครื่องยนต์เบนซิน 150 แรงม้าของบล็อก 1,400 ซีซีเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า โดยทั้งคู่สามารถผลิตกำลังรวมกันออกมาได้ 204 แรงม้า ขณะที่คนรักเทอร์โบดีเซลแบบเพียวๆ ก็มากับบล็อกใหม่ที่เป็น Entry Level อย่าง 4 สูบ 1,600 ซีซี 110 แรงม้า และอีก 2 ทางเลือกเป็นบล็อก 2,000 ซีซี ที่มีให้เลือก 2 ระดับกำลังขับเคลื่อน คือ 150 และ 184 แรงม้า ส่วนระบบขับเคลื่อนมีให้เลือกทั้งแบบล้อหน้า หรือ 4 ล้อ quattro

Dynamic photo, Colour: Misano Red

ปิดท้ายกับตัวแรงอย่าง S3 งานนี้มีการขยับความกระฉับกระเฉงขึ้นอีก 10 แรงม้า โดยเครื่องยนต์ 4 สูบ TFSI 2,000 ซีซี เทอร์โบ สามารถผลิตกำลังขึ้นมาเป็น 310 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 40.7 กก.-ม. โดยมีขายทั้งตัวถังซีดาน เปิดประทุน และแฮทช์แบ็ก 3 ประตู

Static photo, Colour: Ara Blue

Static photo, Colour: Vegas Yellow

ค่าตัวเริ่มต้นของ A3 ใหม่แบบไมเนอร์เชนจ์ที่เยอรมนีอยู่ที่ 23,300 ยูโร หรือ 932,000 บาท และจะเริ่มส่งมอบได้ในเดือนพฤษภาคมนี้ ส่วนตลาดแห่งอื่นๆ ก็ต้องรอกันอีกสักระยะ

เรื่อง : กองบรรณาธิการ
เรียบเรียงข้อมูลโดย : กรังด์ปรีซ์ ออนไลน์ GRAND PRIX ONLINE
ติดตามข่าว รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ทดสอบรถ รถใหม่ ได้ที่ www.grandprix.co.th

Related posts:

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Don't have account. Register

Lost Password

Register

Scroll Up